วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มหัศจรรย์เกี่ยวกับความรักมี 6 แบบ

มหัศจรรย์เกี่ยวกับความรักมี 6 แบบ


1.คนที่ใช่ ไม่ได้มีเพียงคนเดียว : ถ้าคุณคิดว่าคุณทำคู่แท้หลุดมือไปแล้วล่ะก็ อย่าเสียใจไปเลย โลกนี้เต็มไปด้วย ผู้ชายที่มีแนวโน้มจะเป็นคนที่ใช่เยอะแยะ "เหตุผลที่ผู้หญิงมากมายทุกข์ใจ จากการเดท ก็เพราะพวกเธอเชื่อว่า โลกนี้มีผู้ชาย แค่คนเดียวที่ถูกสร้างมาเพื่อเธอ"

2.รักแรกพบมีจริง : มันเป็นไปได้ ที่เราจะรักใครซักคน ที่เพิ่งเจอแค่แป๊ปเดียว "ทางชีวภาพสัตว์ต้องหาคู่ให้ได้ ก่อนฤดูผสมพันธุ์สิ้นสุด ก็เลยต้องถูกตาต้องใจกันอย่างเร็ว" ในเมื่อสมองเราก็ส่งสารแบบนั้น เราก็เลยสามารถตอบโต้ ตัวกระตุ้นอย่างความชอบ ภาษากายและความเข้ากันได้อย่างรวด เร็ว

3.อยู่ห่างๆ กันบ้างก็ดี : ในขณะที่คุณกำลังคลั่งรักหัวปักหัวปำ สิ่งที่คุณอยากทำก็คือเอาอกเอาใจเขา และอยากเกาะติดเขาแจได้ทั้งวันทั้งคืน "การอยู่ห่างกันทำให้สารเคมีแห่งความรัก อย่างโดพามีนและนอเรฟฟินเนฟฟิลในสมองเพิ่มผลผลิต"

4.ความรักไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ : ความรักกระตุ้นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการจดจ่อไปที่แรงจูงใจ และแรงผลักดัน ซึ่งตรงข้ามกับสมองส่วนความรู้สึก เช่นความสุขหรือความเศร้า ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า ทำไมเราถึงว้าวุ่นใจเป็นพิเศษ สำหรับคนที่ทำให้ชีพจรเราเต้นรั

5.ความรักเป็นสิ่งเสพติด: เมื่อเราดูรูปคนรักเก่า ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้อง กับการเสพติดแอคทีฟเป็นพิเศษเลย โดพามีนถูกหลั่งออกมา แล้วเราก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม จิตใจหวั่นไหวล่องลอยอย่างแรง เหมือนใช้ยาเสพติดเลย นั่นคือสาเหตุที่เราโหยหาหวานใจเราไง 

เครดิต http://variety.teenee.com/foodforbrain/30576.html

ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรัก

เคยได้ยินสำนวนอันหนึ่งไหม ที่บอกว่าสิ่งที่ดูน่ากลัว มักจะไม่อันตรายสิ่งที่อันตราย มักจะดูไม่น่ากลัว

ว่ากันว่า.. ส่วนที่น่ากลัวที่สุดของคนมีความรักคือการที่รักกันมาแนบแน่น สวยหรูโดยไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเลยเพราะความสวยงามราบรื่น มันทำให้เรา "วางใจ"จนอาจลืมไปว่า.. ยังไงๆ เขาก็เป็น "คนอื่น"ยังไงๆ เขาก็มีหัวใจคนละดวงกับของเราสมองคนละก้อน ตัดสินใจได้เอง รู้สึกได้เองว่าจะรัก จะเลิก จะอยู่หรือจะไป
ในเวลาอกหัก ใครจะมาบอกมาพูดอะไรสามวันสามคืนก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก เท่ากับการมีปัญญาขึ้นในใจเราเอ
ถ้าเราเข้าใจได้ว่า คนเราเกิดมาเพื่อพบกันเพื่อมีวันเวลาที่ดีด้วยกันและเพื่อพรากจากกันในที่สุด ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะทำใจ และปล่อยวางได้โดยไม่ต้องการคำอธิบาย หรือตรรกะเหตุผลอะไรมากมาย
เวลาเจอเรื่องแบบนี้อย่าเสียเวลาถามว่า "ทำไม" ให้มากความนะครับคิดเสียว่าเขาตายจากชีวิตเราไปแล้วคนที่เคยเป็นคนรักแสนดีของเรา เขาไม่อยู่ในโลกของเราแล้ว
ถ้าเรารักเขามากจริงๆ อย่างที่บอกเขาเสมอนี่ไง.. สิ่งสุดท้ายที่เราจะให้เขาได้"ให้อภัย" ไงคิดเสียว่า เขาจะมีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่กับเราอวยพรให้เขาโชคดี ในโลกใหม่ของเขา
ไม่ต้องรอเขาหรอกนะอย่าไปหวังลมๆแล้งๆ ว่าคนตายแล้วจะฟื้นกลับมาเพราะมันมีแต่ในหนังแฟรงเก้นสไตน์
และถึงเขาจะกลับมา เชื่อเถอะว่าความรู้สึกดีๆ มันจะไม่เหมือนเดิมแล้วเขาเลือกทางเดินชีวิตของเขาแล้วเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาแล้วเราก็เลือกได้เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือจมปลักในทุกข์นี้ต่อไป
อยากร้องไห้ก็ร้องแต่พองาม พอให้รู้สึกว่าเรามีเลือดเนื้อแต่อย่าร้องจนเสียจริต เหมือนคนคิดสั้นเพราะถึงเราจะร้องจนน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้ก็ไม่ทำให้อะไรๆกลับมา เหมือนเดิม
เราอาจรู้สึกเหมือนโลกดับ วับหายแต่เปล่าหรอก.. ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ความจริง
การเรียนรู้ความรู้สึกของการสูญเสียครั้งใหญ่เป็นบทเรียนสำคัญของมนุษย์ที่จะได้สอนตัวเองว่า .. อย่ายึดมั่นถือมั่นทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป
ทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งใครๆทั้งสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งไหนทั้งโลกนี้ จักรวาล และกาลเวลา
ใครที่ป่วยใจอยู่ ขอให้เข้มแข็ง.. หนักแน่น.. มีสติและขอให้หายป่วยไวๆ
เครดิต http://variety.teenee.com/foodforbrain/30413.html

หลายคนชอบถามผม "เที่ยวแบบแบกเป้" (Backpack) ต้องนอนเต้นท์?

      เชื่อว่าหลายๆคน คิดว่าเวลาที่เดินทางท่องเที่ยวแบกเป้ (Backpacker) ต้องลำบากแน่ๆเลย โดยเฉพาะเวลาหาที่หลับที่นอน ต้องนอนเต้นท์ และสิ่งเหล่านี้แหละมันเกิดเป้นคำถามที่ผมต้องมาเขียน Note

      ลองคิดดูเล่นๆนะ ว่าถ้าหากเลือกได้ จะเลือกเป็นคนแบบไหน ระหว่างๆ
            1.คนที่เดินทางเที่ยวแบบแบกเป้ก็ได้ เที่ยวแบบสบายๆ ขับรถไปเอง นอนที่หรูๆ ก็ได้
            2.คนที่เที่ยวได้แต่แบบสบายๆๆ แบบไหนลำบาก say no ทันที
      55+ ว่าไปแล้ว จะไปบังคับให้ชอบไอ้ที่เราไม่ชอบเนี่ยก็ไม่ถูกเน๊อะ? มันเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนบุคคลจริง ๆ เป้นเรื่องที่เข้าใจและยอมรับนะ คนเราต่างพ่อต่างแม่ต่างสังคม ชอบไม่เหมือนกัน แต่หากเราทำอะไรได้มากกว่า ก้ย่อมได้เปรียบกว่า จริงไหม?

      ต้องขอออกตัวก่อนนะว่าผมเป็นพวกแบกเป้สมัครเล่น ไม่ได้เที่ยวบ่อยนัก ตามปกติเวลาที่ผมไปเที่ยวแบกเป้ไปกับเพื่อน การเลือกที่พักก็จะไม่ได้  serious เจาะจงว่าต้องนอนเต้นท์ guest house หรือนอนโรงแรม สำหรับผมเพียงแค่ค่ำไหนก็นอนที่นั่นซะเลย ขึ้นภูขึ้นดอยก็ชัวร์อยู่แล้วว่าต้อนนอนเต้นท์ (ทุกวันนี้บนเขาบนดอยบ้านพักก็ผุดขึ้นปานดอกเห็ด) แต่ถ้าค่ำมืดในเมืองก็คงต้องนอนโรงแรมไปตามระเบียบ พักที่ไหนก็ได้ ขอแค่ปลอดภัย สะอาดสะอ้าน ก็โอเคแล้วเด้อ

      สำหรับมือใหม่ที่กำลังแพลนเที่ยว และจะนอนเต้นท์ ก้ไม่ต้องกังวลอะไรมากมาก ยิ่งทุกวันนี้ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีการจัดเตรียมสถานที่กางเต้นท์ให้เรียบร้อย คุณภาพเต้นท์ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่หมูๆ สามารถเก็บความร้อนจากร่างกายเราได้ดี กันลมกันฝนได้ดีกว่าบ้านบางคนซะอีก ฮ่าๆ เต้นท์แบบดีๆหน่อย ยังเพิ่มความอุ่นให้เราได้มากถึง 5-10 องศาเลยนะ ขึ้นอยู่ที่เราพอใจจะเลือกซื้อแบบไหนมาใช้ สำหรับคนที่ชอบเอาเต้นท์ไปกางเอง ก็เลือกบริเวณที่มันไม่รับลมโดยตรง หรือบริเวณที่ชื้นมากไป และก็ควรจะมีแผนรองนอน ถ้าหนาวๆหน่อย ก็ควรจะมีถุงนอน จะดีมากทีเดียว

      ส่วนสำหรับใครที่วางแผนจะพักในโรงแรม guest house หรือบ้านพักของอุทยาน ก็คงไม่ต้องพูดถึงมากมายว่าต้องเลือกอะไรที่ไหนอย่างไร เพราะทุกวันนี้แม้แต่บนเขาบนดอย ก็มีที่พักพวกนี้ผุดขึ้นยังกะดอกเห็ด สิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ต้องพูดถึง ยังกับนอนอยู่บ้านเลยก็ว่าได้

      ชีวิตเราไม่มีใครมากำหนด นอกเสียจากตัวคุณเองนั่นแหละ ชอบที่จะสัมผัสบรรยากาศ ประสบการณ์ชีวิต ในลักษณะใด ก็ตามใจตัวเองเถิด ถึงแม้อาจจะดูลำบากบ้าง แต่ถ้าสิ่งที่ได้มันมากกว่าความลำบากนั้น ก็น่าลองนะ ลองหลายๆแบบที่หลากหลาย ยิ่งได้เปรียบ

      ท้ายสุด สุดท้าย .. หลักจากเหน็ดเนื่อยจากการตรากตรำทำงาน ก็ลองพักสมองชั่วคราว หยุดความจำเจในสิ่งเดิมๆ เก็บงานพับใส่กล่องล็อกกุญแจ แล้วจัดเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ออกไปหาประสบการณ์ พักผ่อนหย่อนใจกันบ้าง ใน style ของเราเอง จะขึ้นเขาลงทะเล ก็ขอให้มีความสุข สนุกสนาน กับการเดินทางนะคร๊าบบบบ

เขียนเสร็จเมื่อ 4:28PM 10 ม.ค. 57
โดย หนึ่ง (MegaONE)